Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Celebrity Collage by MyHeritage

MyHeritage: แผนภูมิต้นไม้ครอบครัวการลำดับวงศ์ตระกูลคนดังภาพตัดปะภาพแต่งด้วยคอมฯ

Celebrity Collage by MyHeritage

MyHeritage: แผนภูมิต้นไม้ครอบครัวการลำดับวงศ์ตระกูลคนดังภาพตัดปะภาพแต่งด้วยคอมฯ

Celebrity Collage by MyHeritage

MyHeritage: แผนภูมิต้นไม้ครอบครัวการลำดับวงศ์ตระกูลคนดังภาพตัดปะภาพแต่งด้วยคอมฯ

Celebrity Collage by MyHeritage

MyHeritage: Celebrity CollageRootsGeneology

สองวันก่อน (16/2/52) ผมไม่ค่อยสบายเลยไปหาหมอที่รพ.บำรุงราษฎร์ ขากลับแวะเซ็นทรัล บางนาเพื่อซื้อข้าวกลางวันกลับเข้าไปกินที่โรงงาน
ขณะที่เดินๆอยู่ก็มีผู้หญิงคนนึง อายุประมาณ 20 เข้ามาถาม
บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น ประมาณนี้….

สาวน้อยนิรนาม : พี่ ๆ โทษนะคะ พี่พอจะรู้มั้ยว่า สุวิทนทวงศ์ หนองจอก ไปยังไง ถ้านั่งรถเมล์ นั่งสายอะไร
ผม: …(นึกอยู่สักพัก)…แถวนั้นผมไม่รู้เลยครับ
สาวน้อยนิรนาม: พี่..โอย..พูดแล้วหนูก็อาย จะว่ายังไงดี…หนูเพิ่งแยกกับแฟนแล้วหนูลืมกระเป๋าตังค์ไว้ในรถเค้า ตอนนี้หนูไม่มีเงินติดตัวเลย…โทรหาเค้าก็โทรไม่ติด
หนูเรียนอยู่มหานครปี 2 หนูมีสอบตอนบ่ายสามด้วย..โอย อายมากเลยนะนี่…
ผม: ….(นิ่งฟัง พลางพิจารณาความเป็นไปได้)
สาวน้อยนิรนาม: หนูขอยืมเงินพี่ก่อนได้มั้ย ขอ 175 บาท แล้วหนูขอเบอร์พี่ไว้…โอย อายจังเลย (พูดพร้อมท่าทีกระดากอายประกอบ)
ผม: … อืม ..แล้วกระเป๋าตังค์..(จะขอดูบัตรนักศึกษา)..อ้อ ลืมไว้ที่รถ
สาวน้อยนิรนาม: ..พรุ่งนี้พี่จะมาเซ็นทรัลอีกมั้ย..เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูต้องมาอีก จะเอาเงินมาคืนให้พร้อมดอกเบี้ย
ผม: (กำลังนึกหาทางพิสูจน์ความจริงอยู่)

ณ เวลานั้น ผมนึกหาทางพิสูจน์ไม่ได้ แต่คิดว่า เงิน 200 บาท ไม่มากมายอะไร ถ้าโอกาสที่จะเป็นจริง/เท็จ เป็น 50-50
กรณีที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมด คือ
ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ผมช่วยเค้า => OK
ถ้าเป็นเท็จ ผมไม่ช่วยเค้า => OK
แต่….
ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง แล้ว ผมไม่ช่วยเค้า ผลคือ ผมคงรู้สึกไม่ดี
ถ้าเรื่องนี้เป็นเท็จ แล้ว ผมช่วยเค้า ผลคือ ผมโดนต้ม เสียเงิน 200 บาทฟรี
สุดท้ายผมเลือกเลี่ยงความรู้สึกไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้น แม้อาจจะโดนต้ม
บทสนทนาดำเนินต่อไป…

ผม: ครับ..ได้ๆ…(หยิบเงินส่งให้)
สาวน้อยนิรนาม: เดี๋ยวหนูโทรเข้าเบอร์พี่นะ..
ผมบอกเบอร์ไป เธอก็กดตาม
สาวน้อยนิรนาม: พอดีเงินในโทรศัพท์หนูหมด เดี๋ยวพี่โทรเข้าเบอร์หนูละกัน 08xxxxxxxx
ผม: (กดตาม)
สาวน้อยนิรนาม: โอเคค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูโอนเงินให้นะคะ พร้อมดอกเบี้ย…ขอบคุณมากนะคะ
ผม: ครับๆ…

บทสนทนาจบลงแค่นี้ แล้วเธอก็รีบร้อนจากไป
เมื่อวานนี้ ผมโทรหาเธอหนึ่งครั้ง..ไม่มีสัญญาณตอบรับ
วันนี้ โทรหาอีกหนึ่งครั้ง..ผลก็เหมือนเดิม
ถึงตรงนี้…โอกาสโดนต้มสูงทีเดียวล่ะครับท่าน

แต่..ในแง่ความรู้สึกนั้นก็เป็นอย่างที่คิดไว้ คือ
ยังรู้สึกดีกว่า ไม่ช่วยแล้วมาพะวงว่า ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ….

…….
ครั้งหนึ่ง.. ขณะที่กำลังจะขึ้นรถที่อาคารจอดรถ เสรีเซ็นเตอร์
ผู้หญิง ร่างผอมแห้งจนน่ากลัว เดินมาหาผม พร้อมกับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 4-5 ขวบ
เธอเดินเข้ามาอ้อนวอนขอเงินสักไม่กี่สิบบาท
แต่ด้วยสภาพที่น่ากลัว และ ความคิดที่ว่า ไม่ควรจะให้เงินขอทาน
ผมขึ้นรถไป โดยไม่ได้พูดอะไร
….
หลายวันต่อมา..ผมอ่านเจอข่าวในนสพ.
หญิงจรจัดไม่มีข้าวกิน ขาดอาหารจนตายอยู่ข้างทาง
…..
ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นหรอกครับ
แต่ ข่าวนี้ทำให้ผมอดนึกถึงผู้หญิงร่างผอมแห้ง ที่อาคารจอดรถขึ้นมาไม่ได้
ความรู้สึกผิดเข้ามาทันที
ถ้าผู้หญิงคนนั้น เป็นอย่างหญิงจรจัดในข่าวล่ะ
เลยคิดเสมอว่า ถ้ามีครั้งต่อไป จะช่วยไว้ก่อน เพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเอง
….

…..
สำหรับ กรณีสาวน้อยนิรนาม ที่ห้างเซ็นทรัล….
ถ้าให้ผมเลือกใหม่ ผมก็คงเลือกทางเดิม
แต่ที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ คือ…
ต้องหาวิธีพิสูจน์อะไรได้บ้าง…ถึงแม้มันอาจจะช่วยจับพิรุธได้เพียงเล็กน้อย
เช่น
เรียนคณะอะไร….เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร…จะสอบวิชาอะไร
ถ้าผมพอรู้อยู่บ้าง ก็เข้าทาง
หรือ
ถามคำถามอะไรสองสามคำถาม เกี่ยวกับตัวเธอ แล้วขอเบอร์คนในโทรศัพท์ที่เธอคิดว่าสนิท
แล้วโทรไปถามด้วยคำถามเดียวกัน เช่น
ถ้าเป็นเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกัน ก็อาจจะถามว่า เทอมนี้เรียนวิชาอะไรบ้าง วัน/เวลาไหนที่เรียนวิชาเดียวกัน
ถ้าเป็นพี่น้อง ก็อาจจะถามเรื่องทั่วๆไป เช่น ชื่อจริง นามสกุลจริง , เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
หรือ
อาจจะขอถ่ายรูปเธอไว้ด้วยโทรศัพท์ผม ถ้าเธอไม่บริสุทธิ์ใจ ก็อาจจะไม่ยอมให้ถ่าย…

แม้อาจจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า เธอจะไม่ต้ม แต่ก็น่าจะเชื่อได้ว่า เธอพูดจริงอยู่หลายส่วน

คราวนี้คิดไม่ทัน…คราวหน้าเจออีกจะทำแบบนี้แหละ

เยือนบ้านเต่า

วันเสาร์ที่ผ่านมา (7/2/52) ได้มีโอกาสไปทำความรู้จักกับสังคมใหม่ จากเวบบอร์ด nimitguitar.com ซึ่งเป็นบอร์ดเกี่ยวกับกีต้าร์/ดนตรี
หลังจากติดตามความเป็นไปในบอร์ดมาสักระยะหนึ่งแล้ว ผมก็สมัครเป็นสมาชิก…
วันเสาร์ที่ผ่านมา พี่ป๋อ povation จัดงานเล็กๆที่บ้าน ซึ่ง อยู่ใกล้บ้านผมมากๆ
ถ้าพลาดโอกาสก็น่าเสียดาย เลยแวะไปเยี่ยมบ้านเต่าด้วยความตื่นเต้น (ที่เรียกว่า บ้านเต่า เพราะพี่ป๋อแกสะสมกีต้าร์ ovation หลังเต่าไว้เยอะมากๆ) เหน็บเอาเหมียวกับอุ๋ยไปด้วย รวมเป็นสามคน
ก่อนไปแวะกินข้าวเย็นที่โลตัส และก็ซื้อเค้กไอติม ไปฝากเจ้าบ้านซะหน่อย

ครอบครัวพี่ป๋อ มีกันสี่คน พี่ป๋อ, พี่แดง ,ลูกสาว-น้องปิ๊ง และ ลูกชาย-น้องปั๊ง เป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ และเป็นครอบครัวดนตรีอย่างแท้จริง พี่ป๋อ พี่แดง และ น้องปิ๊ง เล่นกีต้าร์ ร้องเพลงด้วยกัน
คืนนั้นพี่ป๋อไม่ได้ร้อง แต่ได้ฟังเสียงร้องของพี่แดง และ น้องปิ๊ง ..ทำเอาผมตกอยู่ในภวังค์เลยทีเดียว เพื่อนๆคนอื่นๆที่มาแจมก็เล่นกันได้ดีมากๆ ผมฟังด้วยความเพลิดเพลิน
ครอบครัวพี่ป๋อ ต้อนรับขับสู้ และเป็นกันเองมากๆ แต่อาจจะเป็นเพราะยังไม่รู้จักใคร เราสามคนก็เลยมีอาการประดักประเดิดเล็กน้อย
กลองชุดที่พี่ป๋อมี ..ขาไฮแฮทและกระเดื่องไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก ผมเลยบอกพี่ป๋อว่า จะลองเอาอุปกรณ์จากกลองเก่ามาลองดู
คืนนั้นเหมียวกลับไปก่อนตอนประมาณสามทุ่มกว่าๆ เพื่อไปดูเปเป้ ส่วนผมกับอุ๋ยอยู่ต่อจนถึงห้าทุ่มเศษ

วันจันทร์ที่ 9/2/52 เอาขาไฮแฮท,ไฮแฮท, กระเดื่อง, แฉ, สแนร์ ไปลองที่บ้านพี่ป๋อตามที่คุยกันไว้ ไปคราวนี้ เอาเจ้าเปเป้ไปด้วย
มีโอกาสได้คุยกับพี่ป๋อมากขึ้น ยิ่งคุยก็ยิ่งประทับใจในทัศนคติ, การใช้ชีวิตของพี่ป๋อ ตลอดจนมิตรภาพและความเป็นกันเอง ของพี่ป๋อและสมาชิกทุกคน
น้องปั๊ง แม้จะยังเล็กอยู่ น่าจะสัก 7-8 ขวบ แต่ก็เล่นกับเปเป้อย่างน่าเอ็นดู

หลังจากคุยกันอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็ไปลองสุดยอดกีต้าร์ของพี่ป๋อ

พี่ป๋อใจกว้างมากๆ คะยั้นคะยอให้ลองกีต้าร์ของแกหลายตัว ….แต่ละตัวเกินแสนบาททั้งนั้น

เสียดาย…ลองได้สามสี่ตัว ดูเวลาก็สามทุ่มกว่า…

ถ้าไม่ติดที่เจ้าเปเป้ง่วงนอน ก็น่าจะได้พูดคุย และลองกีต้าร์มากกว่านี้

 

แต่เท่านี้ก็น่าจะพอดีๆสำหรับการไปเยือนเป็นการส่วนตัวครั้งแรก เพราะคงมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนอีกหลายครั้ง

ก่อนกลับ พี่ป๋อชวนถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้สักหน่อย เลยมีรูปนี้มาเตือนความจำ เป็นรูปจากกล้องพี่ป๋อ ฝีมือถ่ายน้องปิ๊ง…

 

 

22362802tu5.jpg]

งานปีใหม่ที่บริษัท

ปีนี้เป็นปีแรกที่เราย้ายที่จัดงานปีใหม่จากหน้าร้านมาที่โรงงานหนามแดง เพราะจะมีการจัดเวทีประกวดร้องเพลงกับแสดงดนตรีด้วย หลังจากซ้อมกันมาหลายเดือนก็มีเพลงตุนไว้ 9 เพลง คือ ไถ่เธอคือมา, ถ้าเธอพร้อม ฉันก็พร้อม, 100 เหตุผล, ความลับในใจ, All I have to do is dream, เธอที่รัก, ภาพลวงตา, Zombie, More than words (อ. หนึ่งเล่น) ตัวผมตีกลอง กับโซโล่+ร้อง เพลง 100 เหตุผล บรรยากาศก็ไม่ถึงกับคึกคักมาก อาจจะเพราะแต่ละคนเตรียมตัวกลับบ้านตจว. เลยไม่มีเหล้าเบียร์ แถม วงเราก็เล่นผิดกันหลายครั้งเหมือนกัน แต่ก็สนุกดี เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นเวทีเล่นดนตรี ถึงแม้จะเป็นงานเล็กๆก็เถอะนะ เจ้าเปเป้ก็ชอบมาก ตบมือ+เต้นใหญ่ จินนี่ก็ขึ้นไปร้องสองเพลง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านเจอว่า มีการวัดความสุขของคนในแต่ละประเทศและประเทศที่คนมีความสุขมากที่สุดคือ เดนมาร์ก ไม่ใช่เพราะร่ำรวยแต่เป็นเพราะมีอิสระในการดำเนินชีวิต ข้อมูลตรงนี้ผมว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะมักจะคิดอยู่เสมอว่า วัฒนธรรมแบบตะวันตกที่เอื้อให้คนมีอิสระมากกว่า น่าจะส่งผลถึงความสุข ความสบายใจ ที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ ก็อาจจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ มีชีวิตคู่ตัวเองต้องการ นอกจากเรื่องนี้ที่ผลต่อสุขภาพจิตโดยตรงแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศด้วย ลองคิดดูเล่นๆว่าวัฒนธรรมลักษณะนี้ในระดับย่อยๆลงมาแล้ว มันส่งผลอะไรบ้าง เมื่อปล่อยให้ลูกหลานมีอิสระ พ่อแม่ก็ไม่ต้องเก็บเงินไว้มากมายเพื่อลูก เพราะคิดว่าลูกควรจะหาด้วยตนเอง ความโลภในการจะหาเงินเพื่อครอบครัวตนเองหรือพวกพ้อง ก็อาจจะลดน้อยลงไป เมื่อคิดถึงส่วนตัวน้อยลงไปแล้วก็น่าจะคิดถึงส่วนรวมมากขึ้น จิตสำนึกต่อส่วนรวมนี้ ผมคิดว่า เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศเลยทีเดียว อย่างในอเมริกา การที่มีเงินมากๆแล้วบริจาคให้สังคมนั้นก็ถือเป็นธรรมเนียมเลยทีเดียว เช่นบิล เกตส์ ที่บอกว่า เงินให้ลูกหลานนั้นให้แค่จำนวนหนึ่งพอ ที่เหลือควรไปหาเอง ทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็บริจาคให้มูลนิธิไป เรื่องนี้จะมองว่า บริจาคเพื่อเอาหน้าก็เป็นได้ แต่อย่างไรผมก็คิดว่า ผลลัพธ์ของมันเป็นเรื่องที่สมควรชื่นชม นอกเหนือไปจากการหาเงินเพื่อลูกหลาน แต่นักธุรกิจ/นักการเมือง อเมริกัน โกงๆก็มีเยอะเหมือนกัน มันก็คงมีปัจจัยอื่นๆอีกเยอะอะนะ

ห่างหายจากการเขียน Blog ไปปีกว่า ไม่ได้มีสาเหตุอะไรเลย

เพราะไม่ได้เขียนไปพักนึง ก็เลยขี้เกียจเขียนไปเลย

พอปลายปี 2008 เลยมาคิดว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย น่าเสียดายถ้าไม่ได้บันทึกไว้สักหน่อย

ปี 2009 นี้เลยตั้งใจว่าจะเขียนให้สม่ำเสมอให้ได้

เริ่มกันวันนี้เลย

อัตตาและหน้าที่

หลังๆนี้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ , ได้ยินได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องการลดอัตตามากขึ้น หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีผลต่อความคิดผมมากๆคือ เดินสู่อิสรภาพ ของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ประมวลเป็นอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันหนึ่งเมื่อสัก 2-3 ปีที่แล้ว อ.คิดว่า สถาบันการศึกษาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นธุรกิจขึ้นทุกที ซึ่งขัดกับทรรศนะส่วนตัวของอาจารย์ที่มีต่อสถาบันการศึกษา กอปรกับ อาจารย์อยากทำตามความฝันที่ตัวเองอยากทำมานานคือ เดินเท้ากลับบ้านที่สมุย อาจารย์จึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วเริ่มทำตามความฝันที่วางไว้ เป้าหมายของการเดินคือ ให้หลุดพ้นจากความกลัว ความโลภ โกรธ หลง อาจารย์ตั้งใจจะไม่ใช้เงินเลยระหว่างการเดินทาง และจะไม่โอดครวญขอความช่วยเหลือจากใคร นอกจากผู้อื่นจะเมตตาให้, เดินโดยอาศัยความศรัทธาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ , ความเชื่อว่า เมตตาธรรมยังคงมีอยู่ในสังคม เดินโดยมีความคิดที่ว่า ถ้าจะตายก็พร้อมจะตาย หลังจากที่ลาออก อาจารย์เริ่มจากการฝึกเดินแถวๆบ้านก่อน ประมาณเดือนนึง จนคิดว่าปรับสภาพร่างกายได้พอเพียงแล้ว ก็ออกเดินทางจากเชียงใหม่ถึงสุราษฏร์ อาจารย์ใช้เวลาทั้งหมดสองเดือนกว่าๆ ระหว่างทางก็ได้พบปะผู้คนมากมาย และได้ค้นพบสัจธรรมหลายๆอย่างด้วยตนเอง อาจารย์ใช้ใจสัมผัสกับสิ่งที่พบเจอมากกว่าที่จะใช้เหตุผล และได้ขบคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆที่ได้พบเจอและเปรียบเทียบกับธรรมะที่เคยศึกษามา สิ่งที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดผ่านหนังสือเล่มนี้สอดแทรกแง่คิดต่างๆไว้มากมาย สรุปแล้วเป็นหนังสือที่ดีมากๆ อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่าน

……
สิ่งหนึ่งที่ผมนำมาคิดและพยายามจะทำก็คือ การลดอัตตาของตัวเอง คือ ลดความคิดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง, ลดความคิดที่ว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น, ลดความคิดเรื่องตัวกู ของกู, เห็นอกเห็นใจและแบ่งปันให้ผู้อื่นมากขึ้น วิธีการของอาจารย์ประมวลเป็นเหมือนการบังคับให้ตัวเองต้องลดอัตตาไปในตัว เพราะการเข้าไปพบปะสังคมใหม่ๆ ย่อมต้องเข้าไปอย่างเป็นมิตร, นอบน้อม, เปิดกว้าง และไม่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น อีกทั้งอาจารย์ไปแบบไม่มีอะไรติดตัว ความคิดเรื่องตัวกู ของกู ก็น้อยลงไป ซึ่งจะว่าไป ก็เป็นทางลัดในการลดอัตตาที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามแบบไม่ธรรมดาเลย ยอมรับว่า ผมยังไม่มีพลังใจสูงขนาดนั้น และ ไม่มีความคิดที่จะทำ ถึงแม้จะนับถือในความมุ่งมั่น และชื่นชมวิธีการของอาจารย์มากๆก็ตาม

*****
อันที่จริง ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม พยายามลดอัตตาลง สังคมคงน่าอยู่ขึ้นอีกมาก แต่ผมคิดว่า บางครั้งหน้าที่การงานก็ทำให้การลดอัตตาทำได้ยากอย่างไม่รู้ตัว ยกกรณีตัวอย่างแบบสุดโต่งก็เช่น การทำหน้าที่ของทนายความ ที่จะต้องพยายามให้คนอื่นเชื่อความคิดของฝ่ายตัวเอง นอกจากนั้นแล้ว ก็ต้องไม่คล้อยตามความคิดของฝ่ายตรงข้ามเลย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเองได้ ลักษณะหน้าที่แบบนี้มีอีกมากมายในระดับที่แตกต่างกัน ถ้าในระดับประเทศก็เช่น นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล/ฝ่ายค้าน, มองในระดับที่ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย ก็เช่นแวดวงธุรกิจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องมีการแข่งขันกัน จนบางครั้งเราก็พร้อมจะหลอกตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า ของเรานั้นดีกว่า, โจมตีคู่แข่ง, ปิดรับความคิดเห็นที่จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับตนเองมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือพยายามบังคับให้ตัวเองคิดแบบนั้นก็ตาม

ภายในองค์กรเดียวกัน ต่างแผนกกัน ก็ต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของแผนกตัวเองก่อน หรือแม้กระทั่งภายในแผนกเดียวกัน ระดับหัวหน้า / ลูกน้อง บางครั้งหัวหน้าก็ออกคำสั่งแบบเผด็จการหรือแสดงอำนาจ เพื่อการปกครอง, เพื่อให้ตัวเองดูดี, หรือเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความสำคัญเหนือผู้อื่น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของอัตตาทั้งสิ้น ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆสถานการณ์ อัตตาก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทที่ตัวเองมี แต่การปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น ในบางครั้งกลายเป็นส่งเสริมให้เรามีอัตตาสูงขึ้น และไปใช้กับสถานการณ์อื่นๆโดยไม่จำเป็น เช่น นักการเมืองตำแหน่งใหญ่โต ถ้าไม่ได้คิดจะสร้างภาพแล้ว ก็คงยากที่จะทำใจไปนั่งปูเสื่อกินข้าวกับคนบ้านนอก โดยไม่ยึดติดว่ากูเป็นใคร/มึงเป็นใคร แต่ก็นั่นแหละ หลายๆครั้งมันก็ยากที่จะบอกว่าจำเป็นหรือไม่ ในขณะหนึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอัตตา ซึ่งก็จะส่งผลดี คือ ทำให้เราได้สลายกำแพงกั้นระหว่างตัวเรากับผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่การกระทำนั้นจะส่งผลกระทบในอนาคตหรือเปล่า เช่น อาจจะทำใหกฎเกณฑ์ภายในองค์กรหย่อนยานลงไป  หรือ คนอื่นๆไม่ให้ความเกรงใจ  ทำให้ปกครองควบคุมลำบาก แล้วถ้างั้นเพื่อความปลอดภัยของหน้าที่การงานของเรา เราก็ควรมีอัตตาไว้ก่อนแม้บางครั้งอาจจะดูไม่จำเป็นหรือ? ผมคิดแล้วก็ยังสับสนอยู่ว่า จุดสมดุลของอัตตากับความจำเป็นในหน้าที่นั้นควรจะอยู่ตรงไหน
ก็ยังโชคดีอยู่ที่ตัวผมเองไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตอะไรที่ไหน เลยคิดว่า การพยายามลดอัตตาของตัวเองน่าจะทำได้ง่ายกว่า ที่ทำได้เลยและพยายามทำอยู่ก็คือ สำรวจความคิดตัวเองก่อนทำ และคอยคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆว่า

เรามีวิธีการอื่นสำหรับสถานการณ์นั้นอีกไหม ที่จะทำให้สอดคล้องกับความพยายามที่จะลดอัตตา และกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปพร้อมๆกัน

//////

เขียนซะยาวเลยคราวนี้…เอาล่ะ ยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นเสมอครับ

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.