หลังๆนี้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ , ได้ยินได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องการลดอัตตามากขึ้น หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีผลต่อความคิดผมมากๆคือ เดินสู่อิสรภาพ ของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ประมวลเป็นอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันหนึ่งเมื่อสัก 2-3 ปีที่แล้ว อ.คิดว่า สถาบันการศึกษาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นธุรกิจขึ้นทุกที ซึ่งขัดกับทรรศนะส่วนตัวของอาจารย์ที่มีต่อสถาบันการศึกษา กอปรกับ อาจารย์อยากทำตามความฝันที่ตัวเองอยากทำมานานคือ เดินเท้ากลับบ้านที่สมุย อาจารย์จึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วเริ่มทำตามความฝันที่วางไว้ เป้าหมายของการเดินคือ ให้หลุดพ้นจากความกลัว ความโลภ โกรธ หลง อาจารย์ตั้งใจจะไม่ใช้เงินเลยระหว่างการเดินทาง และจะไม่โอดครวญขอความช่วยเหลือจากใคร นอกจากผู้อื่นจะเมตตาให้, เดินโดยอาศัยความศรัทธาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ , ความเชื่อว่า เมตตาธรรมยังคงมีอยู่ในสังคม เดินโดยมีความคิดที่ว่า ถ้าจะตายก็พร้อมจะตาย หลังจากที่ลาออก อาจารย์เริ่มจากการฝึกเดินแถวๆบ้านก่อน ประมาณเดือนนึง จนคิดว่าปรับสภาพร่างกายได้พอเพียงแล้ว ก็ออกเดินทางจากเชียงใหม่ถึงสุราษฏร์ อาจารย์ใช้เวลาทั้งหมดสองเดือนกว่าๆ ระหว่างทางก็ได้พบปะผู้คนมากมาย และได้ค้นพบสัจธรรมหลายๆอย่างด้วยตนเอง อาจารย์ใช้ใจสัมผัสกับสิ่งที่พบเจอมากกว่าที่จะใช้เหตุผล และได้ขบคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆที่ได้พบเจอและเปรียบเทียบกับธรรมะที่เคยศึกษามา สิ่งที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดผ่านหนังสือเล่มนี้สอดแทรกแง่คิดต่างๆไว้มากมาย สรุปแล้วเป็นหนังสือที่ดีมากๆ อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่าน
……
สิ่งหนึ่งที่ผมนำมาคิดและพยายามจะทำก็คือ การลดอัตตาของตัวเอง คือ ลดความคิดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง, ลดความคิดที่ว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น, ลดความคิดเรื่องตัวกู ของกู, เห็นอกเห็นใจและแบ่งปันให้ผู้อื่นมากขึ้น วิธีการของอาจารย์ประมวลเป็นเหมือนการบังคับให้ตัวเองต้องลดอัตตาไปในตัว เพราะการเข้าไปพบปะสังคมใหม่ๆ ย่อมต้องเข้าไปอย่างเป็นมิตร, นอบน้อม, เปิดกว้าง และไม่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น อีกทั้งอาจารย์ไปแบบไม่มีอะไรติดตัว ความคิดเรื่องตัวกู ของกู ก็น้อยลงไป ซึ่งจะว่าไป ก็เป็นทางลัดในการลดอัตตาที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามแบบไม่ธรรมดาเลย ยอมรับว่า ผมยังไม่มีพลังใจสูงขนาดนั้น และ ไม่มีความคิดที่จะทำ ถึงแม้จะนับถือในความมุ่งมั่น และชื่นชมวิธีการของอาจารย์มากๆก็ตาม
*****
อันที่จริง ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม พยายามลดอัตตาลง สังคมคงน่าอยู่ขึ้นอีกมาก แต่ผมคิดว่า บางครั้งหน้าที่การงานก็ทำให้การลดอัตตาทำได้ยากอย่างไม่รู้ตัว ยกกรณีตัวอย่างแบบสุดโต่งก็เช่น การทำหน้าที่ของทนายความ ที่จะต้องพยายามให้คนอื่นเชื่อความคิดของฝ่ายตัวเอง นอกจากนั้นแล้ว ก็ต้องไม่คล้อยตามความคิดของฝ่ายตรงข้ามเลย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเองได้ ลักษณะหน้าที่แบบนี้มีอีกมากมายในระดับที่แตกต่างกัน ถ้าในระดับประเทศก็เช่น นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล/ฝ่ายค้าน, มองในระดับที่ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย ก็เช่นแวดวงธุรกิจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องมีการแข่งขันกัน จนบางครั้งเราก็พร้อมจะหลอกตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า ของเรานั้นดีกว่า, โจมตีคู่แข่ง, ปิดรับความคิดเห็นที่จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับตนเองมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือพยายามบังคับให้ตัวเองคิดแบบนั้นก็ตาม
ภายในองค์กรเดียวกัน ต่างแผนกกัน ก็ต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของแผนกตัวเองก่อน หรือแม้กระทั่งภายในแผนกเดียวกัน ระดับหัวหน้า / ลูกน้อง บางครั้งหัวหน้าก็ออกคำสั่งแบบเผด็จการหรือแสดงอำนาจ เพื่อการปกครอง, เพื่อให้ตัวเองดูดี, หรือเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความสำคัญเหนือผู้อื่น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของอัตตาทั้งสิ้น ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆสถานการณ์ อัตตาก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทที่ตัวเองมี แต่การปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น ในบางครั้งกลายเป็นส่งเสริมให้เรามีอัตตาสูงขึ้น และไปใช้กับสถานการณ์อื่นๆโดยไม่จำเป็น เช่น นักการเมืองตำแหน่งใหญ่โต ถ้าไม่ได้คิดจะสร้างภาพแล้ว ก็คงยากที่จะทำใจไปนั่งปูเสื่อกินข้าวกับคนบ้านนอก โดยไม่ยึดติดว่ากูเป็นใคร/มึงเป็นใคร แต่ก็นั่นแหละ หลายๆครั้งมันก็ยากที่จะบอกว่าจำเป็นหรือไม่ ในขณะหนึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอัตตา ซึ่งก็จะส่งผลดี คือ ทำให้เราได้สลายกำแพงกั้นระหว่างตัวเรากับผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่การกระทำนั้นจะส่งผลกระทบในอนาคตหรือเปล่า เช่น อาจจะทำใหกฎเกณฑ์ภายในองค์กรหย่อนยานลงไป หรือ คนอื่นๆไม่ให้ความเกรงใจ ทำให้ปกครองควบคุมลำบาก แล้วถ้างั้นเพื่อความปลอดภัยของหน้าที่การงานของเรา เราก็ควรมีอัตตาไว้ก่อนแม้บางครั้งอาจจะดูไม่จำเป็นหรือ? ผมคิดแล้วก็ยังสับสนอยู่ว่า จุดสมดุลของอัตตากับความจำเป็นในหน้าที่นั้นควรจะอยู่ตรงไหน
ก็ยังโชคดีอยู่ที่ตัวผมเองไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตอะไรที่ไหน เลยคิดว่า การพยายามลดอัตตาของตัวเองน่าจะทำได้ง่ายกว่า ที่ทำได้เลยและพยายามทำอยู่ก็คือ สำรวจความคิดตัวเองก่อนทำ และคอยคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆว่า
เรามีวิธีการอื่นสำหรับสถานการณ์นั้นอีกไหม ที่จะทำให้สอดคล้องกับความพยายามที่จะลดอัตตา และกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปพร้อมๆกัน
//////
เขียนซะยาวเลยคราวนี้…เอาล่ะ ยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นเสมอครับ
กูก็ได้อ่านเรื่องย่อเรื่องนี้เหมียนกัน
ส่งหนังสือพิมพ์ที่ญี่ปุ่นก็เป็น คอร์สลดอัตตานะเว้ย lost in translation
แล้วก็ลดน้ำหนักได้ด้วยนะเว้ย
เป็นงัยบ้างว่าที่คุณพ่อ
กูสบายดี
ส่งหนังสือพิมพ์ช่วยลดอัตตาอย่างไรบ้าง
ช่วยขยายความให้สักหน่อยเถิด